Thursday, January 15, 2026
Latest:
ทั่วไป

!สภาเที่ยงธรรม รวม สว.ระดับประเทศ 77 จังหวัด ขับเคลื่อนติดตาม ฟ้องร้อง ดำเนินคดี กลุ่มฮั้ว ซื้อเสียง บล็อกโหวต เพื่อสร้างบรรทัดฐาน ความยุติธรรมพล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ ดร.กฤษณ์ ขำทวี ทนายความ ดำเนินคดี 7 ครอบครัว 14 คน ไม่มีคุณสมบัติ สมัคร สว.

สำนักงานข่าวหนังสือพิมพ์STNEWSรายงานวันที่ 16 ธันวามคม 2567 ณ ศาลอาญาจังหวัดเพชรบุรี ถนนราชดำเนิน คลองกระแซง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ ถ้า สว.กลุ่ม 2 ระดับประเทศจังหวัดเพชรบุรี อดีตมือปราบหน้าหยก” นำทีมฟ้องผู้สมัคร สว.ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง รู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีคุณสมบัติสมัคร สว.ฟ้องศาลดำเนินคดี 14 ราย ร้อง กลุ่มอดีตผู้สมัคร สว.จังหวัดเพชรบุรี นำโดย พล.ต.ต. บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ “มือปราบหน้าหยก” อดีตผู้ทรงคุณวุฒิตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเคยดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.ภ. จว.เพชรบุรี พร้อกมดร.ฤษณ์ ขำทวี กรรมการและเลขานุการมูลนิธิ เครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น และอดีตผู้สมัคร สว.อีกจำนวนหนึ่ง ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานี ตำรวจภูธรอำเภอเมืองเพชรบุรี ให้ดำเนินคดีกับผู้สมัครที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งไปแล้วนั้น วันนี้ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานและไต่สวน คุณสมบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2551 มาตรา 13(3) คือต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า10 ปี เพื่อให้ กกต. ตรวจสอบจากสาธรณสุขจังหวัด เนื่องจากผู้สมัครจำนวนนี้ได้อ้างความเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งคนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวกระทรวงสาธารณสุขได้วางระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำ หมู่บ้าน พ.ศ. 2554 ซึ่งต้องมีการผ่านการอบรมหลักสูตรฝึกอบรมมาตรฐานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ คณะกรรมการกลางกำหนด แต่ปรากฏว่าในการรับสมัคร กกต. ระดับอำเภอตรวจดูเฉพาะใบรับรองคุณสมบัติที่ผู้สมัครให้ ใครก็ได้ลงนามรับรองพร้อมพยาน หากกกต.ได้ตรวจตามที่ได้ร้องขอให้ดำเนินการแล้ว เมื่อพบว่าผู้สมัครรายใดขาดคุณสมบัติ กกต.ต้องดำเนินคดีตามความผิดในมาตรา 74 กับผู้สมัคร และดำเนิดดีในความผิดตามมาตรา 75 กับผู้รับรอง และพยานเท็จด้วย เพราะหาก กกต. ไม่ดำเนินการก็มีความเสี่ยงอาจถูกดำเนินคดีเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ ดร.กฤษณ์ กล่าว ศาลจังหวัดเพชรบุรี นัดไต่สวนมูลฟ้อง กรณีที่ผมเป็นทนายฟ้องผู้สมัครขาดคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกในคราวเดียวกัน 7 คดี จำเลย 14 คน

อีก 6 คดี ผมขอให้ศาลพิจารณาต่อ ศาลท่านหนึ่งยังโโต้แย้งว่าศาลยังคงต้องปรึกษากันว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น หรือศาลฎีกา และขอพักการพิจาณา ไปประชุมปรึกษาร่วมกับผู้บริหารศาล ลงมา 11.45 น. อ่านรายงานกระบวนพิจารณา พิจารณาว่า “คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ 2561 มาตรา 14 (25) และมาตรา 74 ซึ่งต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสอง เป็นผู้สมัครไม่มีลักษณะต้องห้าม ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรา 8 บัญญัติว่า การพิจารณาและมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้เป็นไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา การที่ศาลนี้มีคำสั่งรับฟ้องไว้ไต่สวนมูลฟ้องจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง จึงให้ เพิ่กถอนคำสั่งเดิมและสั่งใหม่ เป็นไม่รับไว้ไต่สวนมูลฟ้อง ให้คืนฟ้องแก่โจทก์ไปจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ”
ซึ่งวันนี้ศาล 4 ท่าน ท่านสั่งคนละ 1-2 คดี ท่านหนึ่งเรียกผมไปคุย ว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าอยู่ในอำนาจศาลฎีกา ท่านทนายจะยื่นตรงต่อศาลฎีกาหรืออุทธรณ์คำสั่งก็ได้ ผมเรียนท่านว่า ผมจะอุทธรณ์ครับ
ผมตรวจทบทวนดูแล้วตาม พรป.นี้ กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและสั่งคำร้อง ตามมาตรา 20,22 และ 23 ซึ่งกำหนดกรอบไว้ในมาตรา 8 ว่าต้องเป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญาศาลฎีกา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งต้องกำหนดให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรม ซึ่งเมื่อไปดู ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกและการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ 2561
ก็เป็นระเบียบที่ว่าด้วยการวินิจฉัยและสั่งคำร้องที่ กกต.ยื่น หรือผู้สมัครยื่นต่อศาลฎีกา ให้เพิกถอนหรือคุ้มครองสิทธิตนเองในการเลือกเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงการฟ้องและการพิจารณาคดีในส่วนที่มีโทษทางอาญา อีกทั้งใน พรป.เองก็ไม่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เขตอำนาจศาลจึงต้องใช้บทบัญญัติทั่งไปตาม ป.วิอาญา มาตรา 22 วรรคแรก “เมื่อความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใด ให้ชำระที่ศาลนั้น” หลังปีใหม่ไปยื่นอุทธรณ์ ผมแจ้งศาลไปแล้วว่า กฎหมายใหม่หรือกฎหมายที่ขาดความชัดเจน ต้องช่วยกันทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขและอุดช่องว่างกฎหมายครับ

ทนายจำเลยแจ้งว่า 1 คดี กกต.พิจารณาตัดสิทธิแล้ว และส่งศาลฎีกาแล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จะเป็นเหตุให้เป็นการพิจาณาซ้ำในความผิดครั้งเดียวซึ่งจะกระทำไม่ได้ (Double Jeopardy ) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไป เรื่องนี้ทนายจำเลยที่นำหลักฐานมาแสดง ผมจึงยอมถอนฟ้อง 1 คดี

ข่าว.ปิยะนัฐ ประเสริฐนู นสพ.STNEWS

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ชมรมสื่อโซเชียลประเทศไทย
095-342-168