นายสุนทร รัตนากร เป็นประธานเปิดงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2566 ณ วัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม ท้าวเวสุวรรณ พญามหาเศรษฐี คลื่นมนุษย์หลั่งไหล วัดทุ่งสนุ่นแตก แฟนคลับ แห่มาดู“ต้าวหยอง”



สำนักงานข่าว นสพ.ST NEWS รายงานวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 เวลา 21.00 น. ณ วัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม ตลาดทุ่งสนุ่น ต.ระหาน อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีวันลอยกระทง ประจำปี 2566 พร้อมนายปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.เขต 4 จังหวัดกำแพงเพชร นายสุรพล ระลอก นายอำเภอบึงสามัคคี พ.ต.อ.ชาติพล ใจคำสุข ผกก.สภ.บึงสามัคคี นายอนันต์ ทองดอนเถื่อน ผู้ใหญ่บ้าน ม.3 ทุ่งสนุ่นใต้ นายสุนทร รัตนากร กล่าวว่า วันที่ 27 พฤศจิกายน ทุกวัดในจังหวัดกำแพงเพชร จัดวันนี้เป็นส่วนใหญ่ เล่นผมกับ ส.ส.ปริญญา วิ่งสลับไปเปิดงานวันลอยกระทง หลายท้องที่ ปีนี้ประชาชนเดินทางมาเที่ยวงานประเพณีวันลอยกระทงวัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม แน่นขนัดมากจริงๆ เพราะทางคณะกรรมการวัดและพระมหาอภิชาติ กิตติวรัญญู เจ้าอาวาสวัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม จัดได้ยิ่งใหญ่ทุกปี มีหมอลำคณะระเบียบวาทะศิลป์ ที่ผมทราบมาว่า หมอลำคณะนี้ต้องจองคิวข้ามปี บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้วผมขอเปิดงานประเพณีวันลอยกระทง เจ้าอาวาส ประกาศใครมีมือถือเตรียมหันหน้าไปทางโบสถ์ เตรียมถ่ายภาพ พุอันสวยงาม จากนั้นเสียงปรบมือคนหลายพันคนคน ดังสนั่น เสียงพุ แสงสี สวยงาม ทีมงานข่าว นสพ.ST NEWS รายงานว่า เวลา 19.00น.นายสุนทร รัตนากร พร้อมครอบครัว เดินทางมาลอยกระทง เวลา 20.00น.นายสุวิทย์ รัตนากร อดีตกำนันตำบลระหาน อำเภอบึงสามัคคี พร้อมอาจารย์มล เดินทางมาลอยกระทงวัดทุ่สนุ่นรัตนาราม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ปีนี้คนมาจากที่ไหนกัน ทำไมคนเยอะขนาดนี้ นายสุรพล ระลอก นายอำเภอบึงสามัคคี และนายอนันต์ ทองดอนเถื่อน ผู้ใหญ่บ้าน ม.3 ทุ่งสนุ่นใต้กรรมการวัด กล่าวขอบคุณทีมงาน นสพ.ST NEWS ที่นำเสนอข่าวงานวันลอยกระทง อย่างต่อเนื่อง ปีนี้คนมาเที่ยวมากที่สุด มากกว่าทุกๆปี


















การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่ง ก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์, เป็นบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททาในอินเดีย หรือต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดา

วัตถุประสงค์ของวันลอยกระทง
นอกจากนี้ ลอยกระทง ก็ยังมีวัตถุประสงค์ เพื่อบูชาพระอุปคุตเถระที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล บางแห่งก็ลอยกระทง เพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของตน บางแห่งก็เพื่อแสดงความขอบคุณพระแม่คงคา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป ส่วนบางท้องที่ ก็จะทำเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ และส่วนใหญ่ก็จะอธิษฐานขอสิ่งที่ตนปรารถนาไปด้วย





พระยาอนุมานราชธน ได้สันนิษฐานว่า ต้นเหตุแห่งการลอยกระทง อาจมีมูลฐานเป็นไปได้ว่า การลอยกระทงเป็นคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญชาติงอกงามดี และเป็นเวลาที่น้ำเจิ่งนองพอดี ก็ทำกระทงลอยไปตามกระแสน้ำไหล เพื่อขอบคุณแม่คงคา หรือเทพเจ้าที่ประทานน้ำมาให้ความอุดมสมบูรณ์ เหตุนี้ จึงได้ลอยกระทงในฤดูกาลน้ำมาก และเมื่อเสร็จแล้ว จึงเล่นรื่นเริงด้วยความยินดี เท่ากับเป็นการสมโภชการงานที่ได้กระทำว่า ได้ลุล่วงและรอดมาจนเห็นผลแล้ว ท่านว่าการที่ชาวบ้านบอกว่า การลอยกระทงเป็นการขอขมาลาโทษ และขอบคุณต่อแม่คงคา ก็คงมีเค้าในทำนองเดียวกับการที่ชาติต่างๆ แต่ดึกดำบรรพ์ได้แสดงความยินดี ที่พืชผลเก็บเกี่ยวได้ จึงได้นำผลผลิตแรกที่ได้ ไปบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือ เพื่อขอบคุณที่บันดาลให้การเพาะปลูกของตนได้ผลดี รวมทั้งเลี้ยงดูผีที่อดอยาก และการเซ่นสรวงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เสร็จแล้วก็มีการสมโภชเลี้ยงดูกันเอง

ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความเจริญแล้ว การวิตกทุกข์ร้อน เรื่องเพาะปลูกว่าจะไม่ได้ผลก็น้อยลงไป แต่ก็ยังทำการบวงสรวง ตามที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี เพียงแต่ต่างก็แก้ให้เข้ากับคติลัทธิทางศาสนาที่ตนนับถือ เช่น มีการทำบุญสุนทานเพิ่มขึ้นในทางพุทธศาสนา เป็นต้น แต่ที่สุด ก็คงเหลือแต่การเล่นสนุกสนานรื่นเริงกันเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การลอยกระทงจึงมีอยู่ในชาติต่างๆทั่วไป และการที่ไปลอยน้ำ ก็คงเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยา ที่มนุษย์โดยธรรมดา มักจะเอาอะไรทิ้งไปในน้ำให้มันลอยไป









ทำไมกระทงส่วนใหญ่เป็นรูปดอกบัว
ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือตำนานนางนพมาศ ซึ่งเป็นพระสนมเอก ของพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองว่า เป็นเวลาเสด็จประพาสลำน้ำ ตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน และได้มีรับสั่งให้บรรดาพระสนมนางในทั้งหลาย ตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียน นำไปลอยน้ำหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้น ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศพระสนมเอก ก็ได้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษ ที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปถวายสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็น ก็รับสั่งถามถึงความหมาย นางก็ได้ทูลอธิบายจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน 12 ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน” ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นโคมลอยรูปดอกบัวปรากฏมาจนปัจจุบัน







ภาพ-สมหมาย ศรีสมุทร วิสุทธิ์ สมทอง ข่าว
น.ส.จันทกานต์ เรืองอิ่ม
น.ส.ญาณพันธุ์ จิตมณี
น.ส.ณัฐญาพร ส่องสว่าง
น.ส.ธนัทอร พิลาถ้อย
น.ส.อภิชญา มีผิว
น.ส.อมราพร คงสิพัฒน์
น.ส.พัณณิตา สายสินธุ์
น.ส.เกล้ากรัต พลที
น.ส.ประภาศิริ ประฉิมมะ
นาย ภูดิศ ฤทธิ์คง
นสพ.ST NEWS ออนไลน์




















