“จอมแฉ เบอร์ ๑ เมืองไทย มาตามนัด ซีรี่ย์ ep3 แฉเพื่อชาติ ชีวิตนี้เพื่อเธอตอนอวสาน ตอกฝาโรง ว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย พร้อมลาสื่อมวลชนและแฟนคลับทั่วประเทศ


สำนักงานข่าว ST NEWS รายงานวันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2566 ณ.โรงแรมเดอะเดวิส กรุงเทพ เวลา 13.00น.
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง เปิดแถลงข่าวโดยระบุว่าจะเป็นการ “แฉเพื่อชาติ” ครั้งสุดท้าย ถึงพฤติการณ์ซ่อนเร้นในการทำนิติกรรมอำพรางการซื้อขายที่ดิน ของ บมจ.แสนสิริ ในสมัยที่นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง
พร้อมระบุว่า การที่ตนถูกโจมตีหลังจากออกมาแถลงข่าวในช่วงที่ผ่านมา เป็นเพราะนายเศรษฐา ไม่พอใจที่ตนไม่ยอมขายคืนที่ดิน 13 ไร่ ใจกลางสุขุมวิท จำนวน 9 โฉนด ซึ่งเป็นมรดกของนายเศรษฐา ที่ถูกแบงก์ยึดไป
นายชูวิทย์ กล่าวว่า การแถลงข่าวใน EP 3 แฉเพื่อชาติ ชีวิตนี้เพื่อเธอ ครั้งสุดท้าย จะขอเปิดข้อมูลกรณีการซื้อขายที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่เศษ ในซอยสุขุมวิท 12 ซึ่งมีพฤติการณ์เหมือนที่ผ่านมา โดยใช้รูปแบบตั้งบริษัทนอมินีที่มี รปภ.ชาวมุกดาหาร เป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งจากการที่ตนเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดในบัญชีแล้ว พบว่ามีการลงบันทึกราคาที่ดินซื้อมาในราคา 1,850 ล้านบาท จากราคาที่ซื้อจริง 500 ล้านบาท เมื่อนำไปหักกลบลบหนี้ต่างๆ แล้ว กรณีนี้จะมีเงินทอนหายไป 675 ล้านบาท และเมื่อไปตรวจสอบที่ทำการบริษัทนอมินีที่ฮ่องกง พบว่ามีสภาพเป็นเพียงแฟลต
“เรื่องนี้ มีการเตรียมการวางแผนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการทุจริตต่อผู้ถือหุ้น…มีแพทเทิร์นเหมือนกันหมด” นายชูวิทย์ กล่าว
โดยก่อนหน้านี้ บมจ.แสนสิริ ออกมาชี้แจงว่า บริษัทเป็นผู้ซื้อ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทนอมินีที่เป็นผู้ขาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับมีความเกี่ยวข้องกัน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
“อยากถามว่า เกิดกรณีขึ้นมาอย่างนี้ มีทั้งนอมินีทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แล้วคุณจะมาเป็นนายกฯ ได้อย่างไร” นายชูวิทย์ กล่าว
พร้อมระบุว่า พฤติการณ์ซ่อนเร้นอย่างนี้ ไม่ใช่การซื้อขายปกติ และหากเห็นว่าตนไปข่มขู่จริง ก็ให้ไปฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งตนได้ทำหนังสือส่งไปถึง สส. และ สว.ทุกคน เพื่อขอให้พิจารณาข้อท้วงติงนี้ หากมีการเสนอชื่อนายเศรษฐา ให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะขนาดเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังกล้าทำขนาดนี้ หากได้เป็นนายกรัฐมตรี จะทำให้ประเทศชาติเสียหายขนาดไหน
“ผมทำหนังสือไปถึง สส และ สว.ทุกคนแล้ว เพื่อบอกว่าบุคคลนี้ ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี” นายชูวิทย์ กล่าว
พร้อมยืนยันว่า การตรวจสอบข้อมูลในเรื่องนี้ ได้ดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่เป็นการตบทรัพย์ตามที่มีการกล่าวหา ซึ่งหากไม่เป็นความจริง ก็ขอท้าให้ไปหาหลักฐานมาฟ้องร้อง และตนก็พร้อมที่จะฟ้องกลับเช่นกัน
อีกทั้งหวังว่าเรื่องนี้คงไปถึงนายเศรษฐา แล้วจะมีจิตสำนึก เพราะตนทำไปด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นนักการเมืองแล้ว วันนี้ถือว่าภารกิจแฉเพื่อชาติของตนจบลงแล้ว
“จากนี้ไป จะไม่ได้เห็นผมออกมาแฉใครเพื่อชาติอีกแล้ว ผมต้องกินยา เพื่อให้มีแรงออกมาแฉ ไม่เช่นนั้น ผมคงนอนตายตาไม่หลับ ผมไม่ได้โกรธเคืองนายเศรษฐา ไม่ได้มีหนี้แม้แต่บาทเดียว” นายชูวิทย์ ทิ้งท้าย

ผู้สื่อข่าว นสพ.ST NEWS ออนไลน์ รายงาน ตัวแทนกลุ่มประชาชนนำโดยนายมหัศจักร โสดี ตัวแทนภาคประชาชนยื่นหนังสือ พร้อมหลักฐานข้อมูลประกอบเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เพื่อให้ สว.ตรวจสอบคุณสมบัติ ของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเพื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เหมาะสมหรือไม่ โดยมีนายสมชาย แสวงการ พร้อม สว.บางส่วนเป็นตัวแทนรับหนังสือ นายมหัศจักร กล่าวว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประเทศไทย มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเป็นประมุขสูงสุดฝ่ายบริหาร ต้องมีคุณสมบัติ โปร่งใส เป็นที่น่าเชื่อถือ ถึงความสง่างาม ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
ข่าว-ทีมงานข่าวการเมือง นสพ. ST NEWS ออนไลน์ รวดเร็ว ตรง ไม่รับผลประโยชน์


















