Sunday, November 8, 2026
Latest:
ทั่วไป

“ คอลัมน์ สับไม่เลี้ยง “ อิทธิพร – ณรงค์ 2 ประธาน กกต.เตรียมตัวเดินขึ้นศาล จนหมดอายุขัย

เปิดเบื้องหลัง “กลุ่ม ส.ว.67” ผนึกกฎหมาย–การเมือง–สื่อ เดินหน้าทวงความเป็นธรรม

กลุ่ม ส.ว.67 ภายใต้การนำของ ดร.ดิเรก พรสีมา ประธานกลุ่ม พร้อมสมาชิกประมาณ 80 คน วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยแบ่งหน้าที่ด้านกฎหมาย ข้อมูล การประสานงาน และประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ

ตามข้อมูลจากกลุ่ม การวางแผนเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 โดยมีอดีตอัยการผู้มีประสบการณ์ทำงาน 42 ปีร่วมให้คำปรึกษา พร้อมเสนอให้สมาชิกใจเย็น รอบคอบ และเดินหน้าตามจังหวะที่วางไว้ ก่อนเริ่มขับเคลื่อนแผนร้องขอความเป็นธรรมหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท.12/2569 ซึ่งทางกลุ่มเห็นว่ากระทบต่อสิทธิประชาชนในการฟ้องคดีโดยตรงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยมองว่าการต้องดำเนินการผ่าน ป.ป.ช. ทำให้สิทธิฟ้องของประชาชนกลายเป็น “สิทธิล่องหน” จึงร่วมกันศึกษาแนวทางกฎหมายและผลักดันการตรวจสอบต่อเนื่อง

ดร.ดิเรกจัดประชุมสมาชิกทุกวันเสาร์ และหากมีประเด็นเร่งด่วนจะเรียกประชุมเพิ่มเติม เพื่อประเมินสถานการณ์ ตรวจสอบข้อมูล และกำหนดแนวทางดำเนินงานร่วมกัน โดยมีผู้ร่วมขับเคลื่อน อาทิ อัยการ Kitty ทนายโก้ ดร.จักรพงศ์ อัครวัฒน์ ภิญโญ สมพล หริกุล และธนทัต

ทางกลุ่มยอมรับว่า การต่อสู้กับเครือข่ายอำนาจที่กลุ่มเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เปรียบเสมือนการกลิ้งครกขึ้นเขา แต่ยังยืนยันเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ บุคคลที่สังคมยอมรับ ฝ่ายการเมือง และสื่อมวลชน–อินฟลูเอนเซอร์

ดร.ดิเรกจึงเริ่มติดต่อประสานบุคคลและเครือข่ายต่าง ๆ อาทิ “เป๋า” ยิ่งชีพ ส.ส.ไอติม ส.ส.ผึ้ง ตลอดจนเครือข่ายจากพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยทางกลุ่มระบุว่า สามารถเชื่อมประสานแนวร่วมได้ครบทั้งสามด้านตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้

ด้านข้อมูลและการประสานงาน มีอัครวัฒน์ ณัฐนันท์ และโกเมท กลุ่ม ส.ว.สำรอง ร่วมรวบรวมข้อมูลและเชื่อมโยงเครือข่าย ส่วนฝ่ายกฎหมายมีอัยการ Kitty ดร.จักรพงศ์ และทนายโก้ ร่วมศึกษาแนวทางดำเนินคดี พร้อมด้วยนายภิญโญ บุญเรือง หรือ “ป๋าโญ” ซึ่งสมาชิกยกย่องว่าเป็นนักกฎหมายที่ทุ่มเทและขยันทำงานอย่างยิ่ง

ด้านประชาสัมพันธ์ มีนายธนทัต ประเสริฐนู นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนกำแพงเพชร ร่วมประสานการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ เชื่อมต่อสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงช่องทางของ “ฟุตกรอง–ธนทัต–ทนายอั๋น” ที่กลุ่มเรียกว่า “3 นักสู้อิสระ”

การขับเคลื่อนของกลุ่ม ส.ว.67 จึงอาศัยทั้งการทำงานด้านกฎหมาย การรวบรวมพยานหลักฐาน การประสานเครือข่าย และการสื่อสารกับประชาชน โดยสมาชิกยืนยันว่า แม้เส้นทางเรียกร้องความเป็นธรรมจะยากลำบาก แต่จะไม่ย่อท้อ และจะเดินหน้าตรวจสอบผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

จากคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ฉบับใหม่ สู่ทางแพร่งนิติศาสตร์: เมื่อสิทธิฟ้องคดีทุจริตถูกท้าทายด้วย “ช่องทางพิเศษ” ⚖️🏛️

บทนำ: จุดเริ่มต้นจากคดีเลือก ส.ว. สู่ปัญหาเขตอำนาจศาล 🗳️

ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่กระบวนการได้มาซึ่งอำนาจรัฐและการตรวจสอบความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญ ล่าสุดได้มีคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท. 27/2569 (ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569) ในคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี (หมายเลขดำที่ อ 1018/2569 หมายเลขแดงที่ อ 444/2569) ระหว่าง นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล (โจทก์) กับ นายแสวง บุญมี ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน (จำเลย ที่ 1 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนจำเลยอื่นเป็นกรรมการการเลือกตั้ง)

คดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นราษฎรและผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ปล่อยให้การเลือก ส.ว. มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ศาลชั้นต้นได้ส่งเรื่องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11 ซึ่งประธานศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เนื่องจากราษฎรผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องคดีด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 2 (4) และมาตรา 28 (2) และไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 23 ที่จำกัดอำนาจเฉพาะอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. (เพราะบทบัญญัตินั้นใช้เฉพาะกรณีที่ อสส. หรือ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้องเท่านั้น)

คำวินิจฉัยนี้ดูเสมือนเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทว่า หากมองย้อนกลับไปในภาพใหญ่และเจาะลึกถึงความขัดแย้งของแนวคำวินิจฉัยในรอบปีเดียวกัน จะพบรอยร้าวครั้งใหญ่ในทางนิติศาสตร์ที่สั่นคลอนเสถียรภาพแห่งบรรทัดฐานทางกฎหมายไทยอย่างรุนแรง ⚠️

  1. ความขัดแย้งเชิงนิติศาสตร์: เมื่อคำวินิจฉัยเดินสวนทางกันเอง (วท. 12/2562 vs วท. 12/2569 vs วท. 27/2569) 🔄
    เมื่อนำคดี วท. 27/2569 มาวางเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ จะเห็นรอยต่อของการตีความกฎหมายที่พลิกผันอย่างน่าตกใจ:
  • วท. 12/2562 (คุ้มครองสิทธิฟ้องคดีของราษฎร): ประธานศาลอุทธรณ์ในขณะนั้นวินิจฉัยคดีฟ้อง กกต. กรณีตรวจสอบคุณสมบัติผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่า กกต. เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. เมื่อราษฎรฟ้องเองและไม่สามารถเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ⚖️
  • วท. 12/2569 (ยึดเขตอำนาจเบ็ดเสร็จตามรัฐธรรมนูญ): วินิจฉัยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ในคดีฟ้อง กกต. กรณีพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง โดยประธานศาลอุทธรณ์กลับแนวคำวินิจฉัยเดิม ชี้ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป.วิ.อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 10 และมาตรา 5 บัญญัติห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาฯ ไว้พิจารณา คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4 🚫
  • วท. 27/2569 (กลับมาคุ้มครองสิทธิราษฎรอีกครั้ง): คำวินิจฉัยล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 กลับลำมาวินิจฉัยว่าราษฎรผู้เสียหายยังมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ หากอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. ไม่ได้เป็นผู้ฟ้องคดี โดยมีเหตุผลสำคัญว่า
    สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้รับรองไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย การกระทำทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. โดยมิชอบ ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน ดังนั้น ประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์จึงถือเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2)

ความผันผวนของการใช้ดุลพินิจในระดับ “ประธานศาลอุทธรณ์” ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน (ปี 2560) สร้างคำถามตัวโตๆ ถึงความแน่นอนและ predictability ของกฎหมายไทย 🤔

  1. บทเรียนจากมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 5673/2562: “ช่องทางพิเศษ” มิใช่ “ช่องทางเดียว” 💡

ความแหลมคมทางนิติศาสตร์ยิ่งเด่นชัด เมื่อพิจารณา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (โดยมติที่ประชุมใหญ่) ซึ่งวางบรรทัดฐานไว้อย่างหนักแน่นว่า:

“การที่กฎหมายกำหนดกระบวนการพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เป็นเพียงบทบัญญัติที่ ‘เพิ่มช่องทาง’ มิได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)” 📌

คำพิพากษานี้มาจากมติที่ประชุมใหญ่ (มีผู้พิพากษากว่า 170 ท่าน) ย่อมมีน้ำหนักทางกฎหมายสูงยิ่ง แต่สิ่งที่น่าคิดคือ คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ (ซึ่งเป็นองค์กรเดี่ยวตามกฎหมายจัดตั้ง) ในคดีอย่าง วท 12/2569 กลับพลิกผันไปโดยไม่ได้แสดงเหตุผลหักล้างบรรทัดฐานอันทรงพลังของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่อย่างใด

  1. สภาวะ “สิทธิล่องหน (Illusionary Right)” และทางตันของประชาชนก่อน วท.12/2569 ❓

หากแนวคำวินิจฉัยที่จำกัดสิทธิ (เช่น แนวทางแบบ วท. 12/2569) กลายเป็นบรรทัดฐานกระแสหลัก จะเกิดวิกฤตการณ์ทางกฎหมายที่เรียกว่า “สิทธิล่องหน” ทันที:

  1. ❌ ฟ้องศาลฎีกาฯ ไม่ได้ เพราะติด พ.ร.ป.วิ.อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 23 ที่ให้สิทธิเฉพาะ อสส. และ ป.ป.ช. เท่านั้น
  2. ❌ ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ได้ หากถูกตัดอำนาจตามแนวตีความที่จำกัดเขต
  3. ❌ ฟ้องศาลยุติธรรมปกติไม่ได้ เพราะติดเขตอำนาจเฉพาะของศาลอาญาคดีทุจริตฯ

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากองค์กรอิสระกระทำความผิดหรือทุจริตต่อหน้าที่ และ ป.ป.ช. กับอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง ประชาชนผู้เสียหายจะกลายเป็น “ผู้ไร้สิทธิ” โดยสมบูรณ์ หลักการที่ว่า “ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากกการกระทำความผิดอาญาย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีอาญา” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) จะเหลือเพียงตัวอักษรบนกระดาษ สวนทางกับหลักนิติธรรม (Rule of Law) อย่างรุนแรง 🚨

4…ข้อเสนอเชิงระบบ: ทางออกเพื่อรักษาสดุลยภาพแห่งความยุติธรรม 🏛️✨

การรักษาอิสระขององค์กรอิสระเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองเป็นสิ่งจำเป็น แต่ “ความเป็นอิสระต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ (Accountability)” ต่อประชาชน เพื่อไม่ให้ระบบกฎหมายไทยพังทลายลงจากความขัดแย้งของการตีความ จึงมีข้อเสนอเชิงระบบที่ต้องเร่งดำเนินการ:

  1. สังคายนาความสัมพันธ์บทบัญญัติกฎหมาย: จัดทำความชัดเจนระหว่าง รัฐธรรมนูญ มาตรา 235, พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ และ ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ให้สอดรับเป็นเนื้อเดียวกัน 🔍
  2. สร้างความคาดหมายได้ (Predictability): สถาบันตุลาการควรมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างคำวินิจฉัยเดี่ยว (ประธานศาลอุทธรณ์) และมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 📖
  3. คืนสิทธิการเข้าถึงความยุติธรรมให้ประชาชน: ปรับปรุงกลไกกฎหมายให้เปิดช่องทางที่แท้จริง (Effective Remedy) เมื่อราษฎรผู้เสียหายถูกละเมิดจากการใช้อำนาจรัฐ 🤝

บทสรุป

การติดตามและวิเคราะห์คำวินิจฉัยตั้งแต่ วท. 12/2562, วท. 12/2569 จนถึงหมุดหมายล่าสุด วท. 27/2569 ไม่ใช่การก้าวล่วงอำนาจตุลาการ แต่คือเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคมและนักกฎหมายที่ต้องการปกป้อง “ความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของรัฐและสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน” เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทยยังคงเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนทุกคนอย่างแท้จริง ⚖️🌐

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
7/11/69

คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ #วท272569 #วท122569 #ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ #กฎหมายอาญา #สิทธิเสรีภาพ #กระบวนการยุติธรรม #นิติศาสตร์ #หลักนิติธรรม #RuleOfLaw #กกต #องค์กรอิสระ #ศาลฎีกา #วัสติงสมิตร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ชมรมสื่อโซเชียลประเทศไทย
095-342-168