! ข่าว ด่วนฉายานี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หลิว จงอี้ เมืองไทยหรือทนายอั๋น ขยี้ สว.138 สำรอง 2 ข้อหาอั้งยี้ ซ่องโจร กลุ่ม ผู้ช่วย สว.ติดต่อทนายอั๋น ขอให้พาพบพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ กลัวตกเป็นผู้ต้องหา “แสวง” ดิ้น

สำนักงานข่าวหนังสือพิมพ์STNEWSรายงานวันที่ 21 มีนาคม 2568 หลิว จงอี้ เมืองไทย ทนายอั๋น บุรีรัมย์ หรือนายภัทรพงศ์ ศุภักษร และนายศิริ ปละกาละวง์ ณ อยุธยา สว.กลุ่ม 18 สื่อมวลชนระดับประเทศจังหวัดสกลนคร ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ (DSI) 128 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เวลา 13.30 น.ยื่นหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมหลักฐานให้ดำเนินคดี สว.138 คน สำรอง 2 คน อธิบดี DSI รับมอบเอกสารจากทนายอั๋น นำไปประกอบการพิจารณาสำนวนคดีกล่าวหาขบวนการฟอกเงิน ฮั้ว สว.ณ บริเวณหน้าอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะรอง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงมารับเอกสารแทนอธิบดีDSI เนื่องจากกำลังประชุมคณะกรรมการเพื่อสืบสวนสอบสวน คดีฟอกเงิน ได้รับเรื่องกรณี นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น ยื่นเอกสารหลักฐาน เพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินคดี กรณี รับคดีการฟอกเงินทางอาญา และอาจนำไปสู่มาตรา 209 ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร หรือ ที่เกี่ยวข้องกับมีการได้มาซึ่งส.ว. เมื่อปีพ.ศ. 2567 ไว้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษแล้ว เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป
ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า หลังจากที่ คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติชี้ขาดให้รับเป็นคดีพิเศษ ปัจจุบันได้แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อทำการสอบสวนคดีดังกล่าว และสำนักงานอัยการสูงสุด ได้มอบหมายพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวนด้วย ตามมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติการสอบสวนพิเศษ ฯ ส่วนในรายละเอียดอยู่ในระหว่างการสอบสวน โดยเอกสารที่ได้รับวันนี้จะได้นำไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป กล่าวขอบคุณทนายอั๋นและสว.ระดับประเทศจังหวัดสกลนคร นายธนทัต ประเสริฐนู สว.กลุ่ม18 สื่อมวลชนระดับประเทศจังหวัดกำแพงเพชร กล่าว แหล่งข่าวส่งข้อมูลให้ทนายอั๋น และนายธนทัต ติดต่อประสานขอให้พาเข้าพบพนักงานสอบสวนสืบสวนกรมคดีพิเศษ กลัวตกเป็นผู้ต้องหา นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังจาก ทนายอั๋นและกลุ่ม สว.18 สื่อมวลชนระดับประเทศ จังหวัดกำแพงเพชร ~ สกลนคร รุกหนัก ข้อสังเกตการทำงานของ กกต. ในการตรวจสอบสำนวนล่าช้านั้น เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า มีสำนวน 577 เรื่อง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี โดยพิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว 319 เรื่อง พร้อมอธิบายว่าสำนวนอยู่ระหว่างการพิจารณาใน 2 ชั้น เรียกว่า 3+2 โดย 3 คือสำนวนปกติ ซึ่งเป็นสำนวนเกี่ยวกับคุณสมบัติทั้งสิ้น ส่วน 2 คือสำนวนพิเศษที่ตั้งรองเลขาธิการ กกต. กับตำรวจ ขึ้นมาดูแลเรื่องฮั้ว กับอีก 1 คณะที่ตั้งล่าสุด 2 คณะ โดยคณะแรกดูเรื่องสำนวนฮั้วทั้งหมด ส่วนคณะที่ 2 ดูเรื่องฮั้วที่รับมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในชั้นสอบสวนเหลือแค่นี้ขณะที่ในชั้นสำนักงาน มี 77 เรื่อง คือสรุปสำนวนและทำความเห็นโดยเลขาธิการ กกต. ซึ่งเลขาธิการ กกต. ก็ไม่ได้ทำสำนวนเองทุกสำนวน เป็นหน้าที่ของรองเลขาธิการ กกต. ด้านการสืบสวนสอบสวน เป็นผู้ทำความเห็น ขณะที่สำนวนนอกจากนั้นส่งไปให้คณะอนุวินิจฉัย 105 สำนวน และมีสำนวนที่อยู่ระหว่างการเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต. 60 สำนวน เลขาธิการ กกต. มีหน้าที่เร่งรัดหากต้องทำสำนวนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี




เลขาธิการ กกต. ยังชี้แจงย้ำว่า ผู้สมัครสามารถนำโพยเข้าไปได้ สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลปกครอง และในทางปฏิบัติ เมื่อมีโพยเข้าไปในสถานที่เลือก ศาลวินิจฉัยแล้วว่าไม่มีความผิด แต่ว่าเหตุของการเกิดโพย อาจเป็นความผิดได้ เป็นอีกการกระทำหนึ่งโพยอาจเป็นเรื่องของผู้มีสิทธิเลือก หรือบันทึกช่วยจำ เขาศึกษาจากเอกสารแนะนำตัว สว.3 เพราะการเลือกไม่ได้กากบาท เหมือนกันเลือกตั้ง สส. หมายเลขต้องเขียนเอง เลือกรอบแรกต้องเขียน 40 คน ซึ่งบางคนอาจจะจำไม่ได้ มาจากต่างจังหวัด ศาลคงเห็นตรงนี้ ถึงยกเลิกระเบียบ กกต. และให้สามารถนำเอกสารเข้าไปได้ ” นายแสวง ระบุอย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า กกต. ไม่ได้ระงับยับยั้งว่าอำนาจนั้น ไม่ใช่อำนาจของเลขาธิการ กกต. โดยเป็นอำนาจของ กกต. และศาลชี้ว่าการใช้อำนาจระงับยับยั้ง ต้องมีมูลฐานข้อเท็จจริง มีหลักฐานอันควรสงสัย หรือมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า โพยนั้นเกิดจากการกระทำผิดหรือไม่ การกระทำผิดจากโพยเกิดจากข้างนอก ต้องมีหลักฐาน ในวันเลือก ช่วงเช้าไม่มีใครรู้จักโพย และ กกต.ก็ดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง จากนั้นมีคนสงสัยว่าอาจมีโพย ทำให้การเลือกไม่สุจริต กกต. ก็ระงับยับยั้ง โดยให้เลขาธิการ กกต.ดำเนินการแก้ไขสถานการณ์โดยประกาศว่าห้ามนำเอกสารเข้าไปในสถานที่เลือกในช่วงบ่ายหรือรอบเลือกไขว้ส่วนกรณีกลุ่ม สว.สำรอง อ้างว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งได้รับข้อมูลในวันเลือก สว. ว่ามีการทุจริตเลือกและได้แจ้งเลขาธิการ กกต. แล้วนั้น นายแสวง กล่าวย้ำว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้ดูในคำวินิจฉัยของ กกต. ที่จะเผยแพร่ในวันนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงจะบอกว่าใครให้การอย่างไรบ้าง
ข่าว~ปิยะนัฐ ประเสริฐนู นสพ.STNEWS






































